ในประเทศไทยมีระบบเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขึ้นบันได คนที่มีรายได้มากจะต้องจ่ายมาก ส่วนคนที่มีรายได้น้อยก็จะจ่ายน้อยหรือได้รับการยกเว้นภาษีถ้ามีรายได้น้อยเกินไป ซึ่งในปี 2561 ที่ผ่านมา ประมวลรัษฎากร มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีดังนี้
– เงินได้สุทธิ์ 0 – 150,000 ได้รับการยกเว้น
– เงินได้สุทธิ์ 150,001 – 300,000 เสียภาษี 5%
– เงินได้สุทธิ์ 300,001 – 500,000 เสียภาษี 10%
– เงินได้สุทธิ์ 500,001 – 750,000 เสียภาษี 15%
– เงินได้สุทธิ์ 750,001 – 1,000,000 เสียภาษี 20%
– เงินได้สุทธิ์ 1,000,001 – 2,000,000 เสียภาษี 25%
– เงินได้สุทธิ์ 2,000,001 – 5,000,000 เสียภาษี 30%
– เงินได้สุทธิ์มากกว่า 5,000,000 เสียภาษี 35%
จะเห็นว่า ในอัตราภาษีที่ 20% สำหรับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะต้องมีเงินได้ 750,001 – 1,000,000 บาทเท่านั้น ถึงแม้จะคำนวณแบบขั้นบันไดก็ยังถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับการเสสียภาษีแบบนิติบุคคล แต่การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถใช้ค่าลดหย่อนต่าง ๆ ซึ่งจะไปเป็นตัวช่วยลดอัตราเสียภาษีได้มากพอสมควร
ถ้าเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคลโดยที่เงินได้สุทธิในแต่ละปีมีไม่มากก็จะกลายเป็นว่าเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าเดิมอยู่ เพราะนอกจากจะเสียภาษีในส่วนของนิติบุคคลแล้ว ยังต้องมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีก 1 ครั้ง
ตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีเงินได้ทั้งหมด 1 ล้านบาท หักต้นทุนและค่าลดหย่อนจนเหลือ 350,000 บาท เมื่อนำมาคำนวณตามอัตราภาษีก้าวหน้า 150,000 บาทแรกถูกตัดออกเพราะได้รับการยกเว้นภาษี เหลืออีก 200,000 บาท ซึ่งถูกนำมาคิดในอัตราเสียภาษี 5% ที่ 150000 บาทส่วนอัตราที่เหลืออีก 50,000 จะถูกนำไปคิดภาษีที่ 10% ดังนั้นในปีภาษีนี้ จะต้องจ่ายภาษี (150,000 x 5%) + (50,000 x 10%) = 12500 บาท

Leave a Reply